Support
natjiherb
087-801-9444
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ
guest

Post : 29/06/2012 00:33     Forum: บทความน่าสนใจ  >  ประโยชน์ของสารโพลีฟีนอล

ประโยชน์ของสารโพลีฟีนอล ในชาเขียว

ท้องตลาดวันนี้สินค้าอุปโภคบริโภคที่มีส่วนผสมของชาเขียวกำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก ทั้งเครื่องดื่ม อาหาร เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลบำรุงร่างกายมากมาย ล้วนออกทางเลือกใหม่ด้วยมีส่วนผสมของชาเขียวแทบทั้งสิ้น เพราะสรรพคุณอันเป็นประโยชน์ของชาเขียวที่ชาวตะวันออกรู้จักกันมาแต่โบราณ สารสำคัญที่พบในชาเขียวที่มีผลงานวิจัยมากมายยืนยันในสรรพคุณ คือ สารโพลีฟีนอล (Polyphenol) ในชา ซึ่งเป็นสารที่พบได้ทั่วไปในพืช ผัก ผลไม้ และพบในชาเขียวมากกว่าชาดำ (ชาจีน) เนื่องจากชาดำนั้นต้องผ่านขบวนการผลิตหลายขั้นตอนมากกว่า จึงทำให้เกิดสูญเสียสารนี้ไปมาก

 

guest

Post : 29/06/2012 00:08     Forum: บทความน่าสนใจ  >  Indole-3-Carbinol

Indole-3-Carbinol
- สารอาหารที่สกัดจากพืชตระกูล กะหล่ำ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก กะหล่ำปม บร๊อคโคลี่
เมื่อร่างกายรับสารตัวนี้เข้าไปแล้ว จะไปเปลี่ยนเป็นสารอีกตัวหนึ่ง (DIM-Diindolylmethane)
ซึ่งให้ผลในการต่อต้านมะเร็งโดยเฉพาะ มะเร็งรังไข่ มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก

ได้รับการยืนยันว่าสามารถใช้รักษาหรือป้องกัน มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม และมะเร็งที่ส่วนอื่นๆ ได้
แต่มีการวิจัยมากในส่วนของ มะเร็งเต้านม

สำหรับผลข้างเคียงพบว่ามีความปลอดภัยมาก ไม่ทำให้เกิดอาการใดๆ หากได้รับในปริมาณเดียวกับ
ที่ร่างกายได้รับจากพืชผักที่กินเข้าไปแล้ว (พืชผักที่มีสารนี้) บางรายอาจมีผื่นขึ้นบ้าง อาจทำให้ตับ
ผลิตเอนไซม์เพิ่มขึ้นกว่าปกติ แต่ถ้าได้รับมากเกิน อาจมีอาการคลื่นไส้ กล้ามเนื้อกระตุกได้

สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร ไม่ควรรับป
ระทานเพิ่ม หากทุกวันได้ทานผักจำพวกกะหล่ำและตัวอื่นๆ ที่มีสารจำพวกนี้อยู่แล้ว

guest

Post : 22/06/2012 02:31     Forum: บทความน่าสนใจ  >  ชาเขียวสกัด

 

 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ EGC และชาเขียว 

 

ชาเขียว ให้ประโยชน์แก่ร่างกายมากมายหลายประการ โดยมีสารสำคัญที่ทำให้เกิดประโยชน์ (Active Health Component) ที่เรียกว่า โพลีฟีนอล (Polyphenols) หรือเรียกกันทั่วไปว่า คาเทชิน (Catechins) ซึ่ง Catechins นี้จะมีปริมาณ 30-40 % ของส่วนที่เป็นของแข็งที่สามารถสกัดได้จากใบชาเขียวแห้ง
 
คาเทชิน ที่อยู่ในชาเขียวประกอบไปด้วย

- Epigallocatechin-3-gallate (EGCG)
- Epicatechin-3-gallate, Epicatechin
- Epigallocatechin
- Gallocatechin gallate and Catechin


ในทั้งหมดนี้ สารที่มีมากที่สุดคือ Epigallocatechin-3-gallate หรือ  อี จี ซี จี (EGCG)    ขนาดใบชาเขียวแห้ง 1 ซอง (1.5 กรัมต่อซอง) จะให้ EGCG ประมาณ 35 – 110 mg 

EGCG นับได้ว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ  ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในชาเขียว
และมีปริมาณมากที่สุด มีความแรงของการต้านอนุมูลอิสระมากกว่า วิตามินซี และวิตามินอี 25-100 เท่า  การรับประทานชาประมาณ 1 แก้วต่อวัน จะให้สารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าการรับประทาน แครอท บรอคเคอรี ผักโขมและสตรอเบอร์รี ในขนาดที่รับประทานในแต่ละมื้อ และมีหลายงานวิจัยระบุว่ามีประโยชน์ต่อร่าง กาย ดังนี้

1. ช่วยลดความอ้วน

ด้วยกลไกของการกระตุ้นปฏิกิริยาออกซิเดชันของไขมัน (Stimulates Fat Oxidation)
มีรายงานวิจัยที่มีข้อมูลสนับสนุนว่า EGCG ช่วยเพิ่มกระบวนการเผาผลาญพลังงานของเนื้อเยื่อไขมัน และมีรายงานการทดลองในคนแล้วว่า ช่วยลดความอ้วนได้  นอกจากนี้มีงานวิจัยที่ทำโดยคนไทย โดยแบ่งผู้ที่น้ำหนักเกินเป็นสองกลุ่ม ได้รับสารสกัดชาเขียว และยาปลอม กลุ่มที่ได้รับ
ชาเขียวมีน้ำหนักน้อยกว่า 2.7, 5.1 และ 3.3 ก.ก. ในสัปดาห์ที่ 4, 8 และ 12 ของการวิจัย


2. ช่วยลดไขมันในเลือด
แม้จะลดไขมันในเลือดได้ไม่มากนักแต่ก็มีงานวิจัยที่ดีรองรับสองงานวิจัย ในงานวิจัยแรกพบว่า เมื่อรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง การดื่มชาในปริมาณปานกลางหรือปริมาณมากร่วมด้วยจะลดปริมาณไขมันในเลือดชนิด ไตรกลีเซอไรด์ ลงได้อย่างมีนัยสำคัญในช่วง 6 ชั่วโมง หลังทานอาหารและดื่มชา โดยลดการเพิ่มระดับของไขมันชนิดไตรกลีเซอรไรด์ในเลือดได้ถึง 15.1-28.7%

อีกงานวิจัยพบว่า ผู้ที่ดื่มชาประมาณ สองถ้วยต่อวัน สามารถลดไขมันในเลือดชนิด โคเลสเตอรอล ลงได้เล็กน้อย (119.9 เป็น 106.6 มก./ดล.) แต่ก็มีนัยสำคัญทางคลินิก

3. ช่วยโรคเส้นเลือดอุดตัน
มีรายงานวิจัยว่า สารสำคัญในชาเขียว สามารถลดการหดเกร็งของเส้นเลือดฝอย ลดการเกิดตะกอน (Plaque) ในเส้นเลือดฝอย ทำให้ลดอุบัติการณ์ของโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการ
ขาดเลือด (Myocardial Infarction) และอัมพฤกษ์ อัมพาต จากเส้นเลือดตีบตัน (Stroke)

นอกจากนี้ EGCG ยังเป็นตัวยับยั้งการเกิด การสันดาป Oxidation ของโคเลสเตอรอล ทำให้
ลดการเกิดการสะสมสร้างตะกอน (Plaque) ในเส้นเลือดจากโคเลสเตอรอล ทำให้ลดการเกิด
เส้นเลือดแข็งตัวตีบตัน (Atherosclerosis) และลดอุบัติการณ์ของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ (Coronary Atherosclerosis)

ในงานวิจัยในสัตว์ทดลองยังลดการเกิด เส้นเลือดในปอดตีบตัน (Pulmonary Thrombosis) อีกด้วย ส่งให้เป็นผลดีต่อสุขภาพของ หลอดเลือดหัวใจ ไม่นานนี้มีงานวิจัยทางระบาดวิทยาใน
คนญี่ปุ่นพบว่า ผู้ที่ดื่มชาเขียวจะลดการเกิดโรคเส้นเลือดทางสมอง ทั้งโรคเส้นโลหิตในสมองแตก (Cerebral hemorrhage) และเส้นเลือดสมองตีบ (Cerebral infarction) ได้จริง


4. ต่อต้านอนุมูลอิสระ และต่อต้านมะเร็ง (Antioxidant and Anticancer)
ชาเขียว มีผลต่อการยับยั้งการเกิดมะเร็ง ได้หลายชนิดทั้งในคนและสัตว์ เพราะมีฤทธิ์ทางด้าน
การต้านอนุมูลอิสระอย่างมาก จากการวิเคราะห์งานวิจัยที่เชื่อถือได้ของ Cochrane Database ตีพิมพ์ล่าสุด จำนวน 51 งานวิจัยทั่วโลก แม้จะมีจำนวนงานวิจัยที่จำกัด พบว่าการดื่มชาเขียว
ลดอุบัติการณ์เกิด
มะเร็งตับ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งลำไส้ และมะเร็งตับอ่อน


นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยเพิ่มเติมว่า การดื่มชาเขียวปริมาณมากยังลดการเกิด
- มะเร็งมดลูก (endometrial adenocarcinoma)
- มะเร็งเต้านม
- มะเร็งถุงน้ำดี


การดื่มชาเขียวที่ร้อน มีงานวิจัยว่า อาจเพิ่มมะเร็งหลอดอาหาร ในชาวตะวันออกกลาง ยิ่งร้อนมากยิ่งเพิ่มมาก แต่ก็พบว่า กลับลดการเกิด มะเร็งหลอดอาหาร ในชาวเอเชีย และสำหรับคนเอเชีย อาหารที่ร้อนจัดอื่น ๆ จะเพิ่มการเกิดมะเร็งหลอดอาหาร 
ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือ ถ้าจะดื่มชาร้อน ก็ไม่ควรให้ร้อนจัดจนเกินไป


ทั้งนี้เพราะสารสกัดประเภท โพลีฟีนอลในชาเขียว มีผลยับยั้งมะเร็งจำนวนมากด้วยกลไกที่หลากหลาย โดยเฉพาะสารสำคัญตัวหนึ่งในชาเขียวคือ epigallocatechin-3-gallate (EGCG) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีคุณภาพสูงในชาเขียว ยังมีผลยับยั้งเซลล์มะเร็งของคนได้หลายชนิดอย่างชัดเจน ที่มีงานวิจัยในเซลล์มะเร็งของคนพบว่า สามารถยับยั้งการเจริญการแบ่งตัว และทำลายเซลล์มะเร็ง ของคนได้หลายชนิด ได้แก่

- มะเร็งกระเพาะอาหาร
- มะเร็งปอด
- มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด นอนฮอดกินจ์  Human high-grade non-Hodgkin’s lymphoma 
- มะเร็งหู คอ จมูก Human head and neck squamous cell carcinoma
- มะเร็งตับ
- มะเร็งปากมดลูก 
- มะเร็งต่อมลูกหมาก-
- มะเร็งสมอง ชนิด  Medulloblastoma 
- มะเร็งเต้านม 
- มะเร็งลำไส้ใหญ่
- มะเร็งรังไข่ 
- มะเร็งผิวหนังที่เกิดจากไฝ Human melanoma 
- มะเร็งตับอ่อน 
- มะเร็งเม็ดเลือดขาว ุ6 ชนิด ได้แก่
  - Lymphoblastoid B cells,
  - Myeloid leukemic cells,  
  - B cell,
  - Multiple myeloma และ
  - HL 60 และ
  - HL 62 
- มะเร็งปาก Oral carcinoma cell 
- มะเร็งกระดูก 
- มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ 
- มะเร็งท่อน้ำดี 
- มะเร็งต่อมหมวกไต 

ข้อควรระวังในการดื่มชาเขียวคือ

ในชาเขียวตามธรรมชาติมีสารคาเฟอีน ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นประสาททำให้ไม่ง่วงนอน จึงเป็นที่แนะนำว่าไม่ควรรับประทาน ชา/กาแฟ ก่อนนอน เพราะจะทำให้นอนไม่หลับและไม่ควรบริโภคในเด็ก นอกจากนี้ไม่ควรดื่มชาที่ร้อนจัด (เพราะอาจเพิ่มมะเร็งหลอดอาหารได้ จากบางวิจัยตะวันออกกลาง แม้ในเอเชียจะลดมะเร็งนี้ก็ตาม)

สารสกัดจากชาเขียว อีจีซีจี

จะมีคุณประโยชน์เทียบเท่ากับการดื่มชาเขียวคุณภาพดี แต่จะมีสารคาเฟอีนในปริมาณที่น้อยมากๆ  คือในปริมาณ เพียง 0.05 ม.ก. ซึ่งน้อยกว่าชาเขียวที่ชงดื่มทั่วไป ถึงประมาณ 900 เท่า ทำให้ไม่มีผลต่อการกระตุ้นประสาท หรือนอนไม่หลับ แต่อย่างใด และไม่มีอันตรายหรือความเสี่ยงมะเร็งเพิ่มขึ้นจากการดื่มชา  ที่ร้อนอีกด้วย

guest

Post : 22/06/2012 02:06     Forum: บทความน่าสนใจ  >  สารสกัดจากะหล่ำปลี

สารสกัดจากกะหล่ำปลี สามารถฆ่าเซลล์มะเร็ง
By Celia Hall, Medical Editor โดย Celia ฮอลล์, Editor แพทย์
12:01AM BST 11 Oct 2006 12:01 BST 11 ตุลาคม 2006

สารสกัดจากกะหล่ำปลีเมื่อรวมกับยาเคมีบำบัดได้รับการพบเพื่อฆ่า เซลล์มะเร็งเต้านม และอาจมีความหมายที่กว้างขึ้นสำหรับประเภทอื่น ๆ หลายโรคมะเร็ง

ที่รถเข็นช้อปปิ้งที่เต็มไปด้วยกะหล่ำปลีจะจำเป็นในการผลิตยาเดียวของสารที่เรียกว่าอินโดล-3-carbinol หรือ I3C

อาหารสูงในผักใบเป็นที่รู้จักกันจะเป็นประโยชน์และ I3C นอกจากนี้ยังพบในพืชผักตระกูลกะหล่ำอื่น ๆ ได้แก่ ผักชนิด, กะหล่ำ, ผักคะน้าและแพงพวย แต่ความเข้มข้นสูงสุดของสารที่พบในกะหล่ำปลีและกะหล่ำปลี

การวิจัยในห้องปฏิบัติการโดยใช้เซลล์มะเร็งเต้านมได้รับการสนับสนุนโดยสภาวิจัยทางการแพทย์

เซลล์ได้รับการรักษาด้วย I3C ในปริมาณที่เทียบเท่ากับ 300 ถึงวันละ 400mg แผนตอนนี้ในมือเพื่อทดสอบผลกระทบของ I3C บนเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่

 

guest

Post : 21/06/2012 00:41     Forum: บทความน่าสนใจ  >  เนื้องอกในมดลูก

เนื้องอกในมดลูก ความเสี่ยงสำหรับผู้หญิง


ผู้หญิง
 

เนื้องอกในมดลูก ความเสี่ยงสำหรับผู้หญิง (Lisa)

          50% ของผู้หญิงไม่รู้ว่าตัวเองมีเนื้องอกที่มดลูก ถ้าเนื้องอกโตขึ้นก็จะไปเบียดอวัยวะใกล้เคียง บางคนอาจปวดท้องขณะมีประจำเดือนหรืออาจไม่มีอาการก็ได้

         ดังนั้น นพ.วิสิทธิ์ สุภัครพงษ์กุล กลุ่มงานสูตินรีเวชกรรม โรงพยาบาลราชวิถี จึงได้ตอบข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องนี้

ลักษณะของซีสต์ หรือ เนื้องอกในมดลูกเป็นอย่างไร

          ในมดลูกจะไม่ค่อยมีซีสต์ เพราะองค์ประกอบส่วนใหญ่ของมดลูกเป็นกล้ามเนื้อ ซีสต์มีองค์ประกอบเป็นของเหลว และมักเกิดในอวัยวะสืบพันธุ์ เช่น รังไข่ ท่อรังไข่ หรือปากมดลูก ที่ผิดปกติในมดลูกมักเป็นเนื้องอกมากกว่า

          ทั้งนี้ เนื้องอกของมดลูกมีชนิดธรรมดา และชนิดที่เป็นมะเร็ง โดยเนื้องอกส่วนใหญ่เกิดจากชั้นกล้ามเนื้อของมดลูก ที่นี้เรามักพบเจอเนื้องอกธรมดาทั่วไปมากกว่า
ซึ่งก็มีเนื้องอก 2 แบบใหญ่ ๆ คือ เกิดจากกล้ามเนื้อโดยตรง หรือเกิดจากมีเนื้ออย่างอื่น (เช่น เนื้อเมนส์) แทรกเข้าไปในกล้ามเนื้อ แล้วทำให้มันโตขึ้นมา โดยอาจโตแบบกระจาย โตทั้งลูกเท่า ๆ กัน หรือแทรกแบบจุด ๆ แล้วจึงรวมกันเป็นก้อน อาจปูดด้านซ๊าย ด้านขวา ด้านบน หรือด้านล่างของมดลูก เป็นต้น

          หรืออีกชนิดหนึ่ง คือ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่แทรกเข้ามาในมดลูก หรือมีหลายเม็ดเกาะกันเป็นกลุ่มจนใหญ่ขึ้น ชนิดนี้เป็นเนื้องอกชนิดเยื่อบุมดลูกแทรกเข้ามาคือ
งอกผิดที่

อาการที่บ่งบอกว่ามีเนื้องอกในมดลูก

          อาการของเนื้องอกในมดลูกก็ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของเนื้องอก คือ ถ้ามันโตขึ้นมา เช่น โตเหมือนคนท้องสามเดือนก็จะคลำได้ด้วยตัวเอง แต่ถ้าใหญ่ไม่มากก็อาจคลำไม่พบและไม่มีอาการ แต่ถ้าเนื้องอกเข้าไปในโพรงมดลูกก็จะมีปัญหา คือ ประจำเดือนมามากผิดปกติ อาจปวดท้องหรือไม่ปวดก็ได้ การปวดของเนื้องอกส่วนใหญ่ชนิดที่ไมโอมา (Myoma) จะปวดก็ต่อเมื่อมีความเปลี่ยนแปลงในเนื้องอกซึ่งพบบ่อยคือ

           1.เริ่มมีการย่อยสลายตัว เพราะมีขนาดใหญ่มาก เลือดไปเลี้ยงไม่พอจึงทำให้เนื้องอกขาดเลือด ก็จะเริ่มปวด
           2.เนื้องอกกดเบียดอวัยวะอื่น เช่น กดกระเพาะปัสสาวะ กดลำไส้ใหญ่ที่อยู่ข้าง ๆ ก็จะทำให้เกิดการปวดแบบหน่วง ๆ เหมือนมีก้อนหนัก ๆ ในท้อง

และทำให้ปัสสาวะบ่อย ท้องผูก หรือประจำเดือนมามาก บางคนไม่รู้สาเหตุก็ไปรักษากระเพาะปัสสาวะอักเสบ เพราะเนื้องอกไปกดทับท่อปัสสาวะ จึงทำให้จุได้น้อยลง แล้วก็เกิดการอักเสบได้ง่าน เนื่องจากมีเชื้อโรคคั่งอยู่ เป็น ๆ หาย ๆ เพราะไม่ได้รับการรักษาที่ต้นคอ คือ 50% ของผู้ที่มีเนื้องอกในมดลูกไม่มีอาการ มักตรวจพบเวลาตรวจภายใน หรืออัลตราซาวนด์

ถ้าไม่ได้อัลตราซาวนด์ แต่ตรวจภายในจะเจอไหม

          ขึ้นอยู่กับขนาดและขึ้นอยู่กับสุภาพสตรีเท่านั้น คือ คนโสดจะไม่ค่อยไปตรวจภายใน จึงทำให้ได้ข้อมูลน้อย ดังนั้น ควรทำประกอบกันสองอย่าง หรือหากจำเป็นก็ทำอัลตราซาวนด์อย่างเดียว

แพทย์วินิจฉัยคนไข้อย่างไร ว่าเป็นเนื้องอกในมดลูก

          ถ้าเป็นเนื้องอกชนิดธรรมดา ประมาณ 50% ของผู้มีเนื้องอกในมดลูกจะไม่มีอาการ หรือบางคนมีประจำเดือนมามากผิดปกติ หรือเนื้องอกไปกดอวัยวะอื่น ๆ ซึ่งแต่ละคนอาจมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ แพทย์จะวินิจฉัยโดยการตรวจภายในและอัลตราซาวนด์

วิธีรักษาเนื้องอก ต้องมีการพิจารณาอย่างไร

          พิจารณาจากอายุ ความต้องการมีบุตร และความต้องการของผู้ป่วยเป็นหลัก แล้วก็พิจารณาจากตัวโรค ที่สำคัญคือ ต้องดูอาการ ขนาด และอัตราการโตของเนื้องอก หรือพิจารณาจากอายุ เช่น วัย 45 ปีขึ้นไป
ตรวจพบเนื้องอกโดยดูจากตัวโรค แล้วจำเป็นต้องผ่าตัด แพทย์มักแนะนำให้ตัดมดลูก เพราะการรักษาแบบไม่ตัดมดลูกทิ้ง ก็อาจมีความเสี่ยงที่จะมีเนื้องอกหลงเหลืออยู่

          นอกจากนี้ แพทย์บางคนจะแนะนำให้ตัดรังไข่ด้วย เพื่อป้องกันมะเร็งรังไข่ เนื่องจากการเป็นมะเร็งรังไข่อันตรายมากถึงขั้นเสียชีวิต แต่ข้อเสียก็คือ ทำให้เข้าสู่วัยทองเร็ว หงุดหงิด ไม่สบาย กระดูกพรุนเร็วขึ้น และอาจต้องใช้ฮอร์โมนทดแทน ฉะนั้นการตัดรังไข่ออก ไม่มีคำว่าถูกหรือผิด ในกรณีที่ปกติ แต่ถ้าผ่ามดลูกแล้ว เจอรังไข่เป็นซีสต์ หรืออื่น ๆ ก็ควรเอาออกไปด้วย

แล้วถ้าหากผู้หญิงต้องการมีบุตรล่ะ

          กรณีที่ต้องการมีบุตรก็ตัดเฉพาะเนื้องอกออกได้ คือ ในคนอายุ 35 ปี ก็ต้องดูขนาดของเนื้องอกในการปล่อยให้ตั้งครรภ์ได้ แต่ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงขณะที่ตั้งครรภ์ โดยเฉพาะเมื่อเนื้องอกมีขนาด 5-6 ซม. เพราะอาจแท้งง่าย หรือคลอดยาก เนื่องจากมดลูกไปขวาง ซึ่งอาจต้องผ่าตัดคลอด หรืออาจคลอดก่อนกำหนด เพราะเนื้องอกอาจไปกระตุ้น เบียดพื้นที่มดลูกจากทารกอยู่ไม่ได้ คือ ต้องดูองค์ประกอบหลายอย่างในการมีลูก โดยเฉพาะตำแหน่งและขนาดของเนื้องอก ถ้าเนื้องอกมีขนาด 1 ซม.มีประจำเดือนมาก ปวดท้องมากเวลามีประจำเดือนก็อาจกินยา

          แต่ก็ต้องยอมรับว่า ยารักษาเนื้องงอกช่วยได้แค่ชะลอ เป็นยาที่ประกอบด้วยโปรเจสเตอโรน ซึ่งมีในรูปยาฉีดหรือกิน หรืออีกแบบหนึ่งคือ จำลองวัยทอง แต่ถ้าหยุดยาก้อนเนื้องอกก็จะโตได้อีก ถ้าเนื้องอกมีขนาดเล็กประมาณ 2-3 ซม. ก็ต้องตรวจทุก 6 เดือน หรือปีละครั้ง ถ้ามีขนาดเล็ก และไม่มีอาการก็ไม่ต้องทำอะไรกับมัน

อะไรเป็นสาเหตุให้เนื้องอกในมดลูกโตขึ้น

          องค์ประกอบที่ทำให้เนื้องอกโต ส่วนใหญ่เกิดจากฮอร์โมนเอสโตรเจน คือ บางคนอาจมีฮอร์โมนปกติ แต่เนื้อมดลูกมีความไวกับฮอร์โมนเอสโตรเจน หรืออาจเกิดจากฮอร์โมน หรืออาหารที่มีองค์ประกอบเปลี่ยนแปลงให้เกิดเอสโตรเจนมากขึ้น เช่น อาหารแคลอรีสูง (ฟาสต์ฟู้ด) น้ำอัดลมที่มีน้ำตาลสูง

เนื้องอกทำให้เป็นมะเร็งรังไข่ได้ไหม

          ส่วนใหญ่ตัวมดลูกเองจะไม่กระตุ้นที่รังไข่ แต่ถ้าเป็นมะเร็งที่มดลูก ก็อาจลามไปที่รังไข่ได้ เนื่องจากฮอร์โมนจากรังไข่ส่งมาถึงตัวมดลูก ทำให้มันทำงานผิดปกติ แต่ถ้าปราศจากรังไข่ มดลูกก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย คือ มดลูกจะเหี่ยว ฉะนั้นการตัดมดลูกออก เก็บรังไข่ไว้ ก็ยังมีการสร้างฮอร์โมนต่อไป ผิวหนังของคนเราก็จะไม่เหี่ยว

เนื้องอกในมดลูกอันตรายแค่ไหน

          อัตราการโตขึ้นของเนื้องอกก็สำคัญ เพราะเป็นตัวบ่งชี้มะเร็ง โดยทั่วไปเนื้องอกจะมีโอกาสกลายเป็นมะเร็งน้อย คือ ประมาณ 1% แต่ถ้าโตเร็วและมีเลือดออกมาผิดปกติก็อย่านิ่งนอนใจ ดังนั้น ถ้ารู้ตัวว่ามีเนื้องอกก็อย่ารอให้มีอาการ ควรไปพบแพทย์ตรวจเป็นระยะ เพื่อดูว่าโตขึ้นหรือไม่ เพราะเนื้องอกก็อาจกลายได้ อาจการที่กลายเป็นมะเร็งคือ ก้อนเนื้อโตเร็วผิดปกติ

ข้อแนะนำจาก นพ.วิสิทธิ์ สุภัครพงษ์กุล

          ปัจจุบันมีหลายโรคและหลายภาวะที่ไม่มีอาการแสดงออก ฉะนั้น การตรวจภายในปีละครั้งก็จะช่วยลดความเสี่ยงของโรค หากรอให้มีอาการก็จะก่อให้เกิดผลเสียหลายประการ แม้ว่าการตรวจจะไม่ได้การันตีว่า ไม่ได้เป็นอะไร แต่อย่างน้อยก็จะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดอันตรายใหญ่ ๆ ได้ 

          ที่สำคัญคือ เรื่องใหญ่ก็อาจกลายเป็นเรื่องเล็ก หรือเรื่องเล็กก็จะบรรเทาลงได้ หากรู้ว่าตัวเราเองมีภาวะผิดปกติ บางครั้งก็เป็นเรื่องดี โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องที่สามารถช่วยให้เราเตรียมการป้องกัน หรือรักษาก่อนที่โรคจะลุกลาม

Tips การดูแลรักษาตัวเอง 

          การป้องกันไม่ให้เกิดเนื้องอกนั้นเป็นไปได้ยาก แต่การใช้ชีวิตมีส่วนทำให้เนื้องอกโตเร็วขึ้น วิธีป้องกันก็คือ

           ไม่กินฮอร์โมน หากคุณต้องกินฮอร์โมนก็ควรถามสูตินรีแพทย์ว่า มีวิธีอื่นไหม หรือมียาอื่นทดแทนฮอร์โมนได้ไหม

           กินเนื้อสัตว์ให้น้อยลง (กินสัปดาห์ละครั้งก็พอ) เพราะเนื้อสัตว์และไส้กรอกมีฮอร์โมนและสารพิษตกค้าง ซึ่งจะสะสมในร่างกายนานวันเข้าก็จะก่อให้เกิดเนื้องอกขึ้นมา

           ลดอาหารประเภทโปรตีนและไขมัน เพราะผู้เชี่ยวชาญคาดว่า การลดอาหารทั้งสองประเภทดังกล่าว จะช่วยยับยั้งการเติบโตของเนื้องอกได้ หากคุณต้องการไดเอ็ต หรือเข้มงวดกับอาหารก็ควรปรึกษาแพทย์

          ออกกำลังกาย ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่า การเกิดเนื้องอกในมดลูก และ Endometriosis ก็เนื่องจากการไหลเวียนของเลือดลมไม่ดี ซึ่งแพทย์แผนจีนมีความเห็นว่า การไหลเวียนของพลังชิมีปัญหาที่อุ้งเชิงกราน แต่การออกกำลังกายสามารถช่วยได้ เช่น การฝึกชี่กง โยคะ หรือยิมนาสติกบริหารอุ้งเชิงกราน


  ขอขอบคุณข้อมูลจาก


ปล. ต้องขออนุญาตินำเอาข้อมูลเชิงวิชาการของ LISA มาเผยแพร่ เพื่อเป็นวิทยาทานแก่คนทั่วไป
ขอยืนยันว่าข้อมูลทั้งหมดนี้ ผมได้ COPY เพื่อนำมาเผยแพร่เท่านั้น จึงขอขอบคุณเจ้าของบทความ
นี้มา ณ ที่นี้ด้วยครับ

ณัฐจิ
 

 

guest

Post : 28/12/2010 12:28     Forum: บทความน่าสนใจ  >  11 ท่า ลีลารักบนเตียง

ท่าร่วมรักยอดนิยมที่ใครๆก็ทำได้ เพื่อเพิ่มรสชาติเซ็กส์ให้ดีขึ้น

แม้มีรายงานบอกว่า การเปลี่ยนท่าร่วมรักนั้น มาจากท่าพื้นฐานเพียงแค่ไม่กี่ท่า ซึ่งก็ไม่พ้นท่าชายอยู่บนหญิงอยู่ล่าง, หญิงอยู่บนชายอยู่ล่าง,หันหน้าเข้าหากัน, เข้าทางด้านหลัง, ด้านข้าง, ท่าอุ้มลอยเกาะเอว, ท่าหกคะเมน (69), ท่าโก้งโค้งและท่าควบม้า

แต่เมื่อรู้สึกว่าเซ็กส์ไม่มีรสชาติแปลกใหม่ ท่าทั้งหลายบนเตียงก็ใช้จนหมดแล้ว ทำไมไม่ลองหาท่าเด็ดมากระตุ้นให้รักเร่าร้อนดูล่ะ ทั้งคุณแลคู่ของคุณจะได้ถึงจุดสุดยอดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่อย่าลืมเล้าโลมด้วยสายตา ลูบไล้ และใช้คำพูดกระตุ้นด้วย รับรองเซ็กซ์จะเพริดจนเกินห้ามใจ

สำหรับคู่รักผู้ช่ำชองเรื่องบนเตียงราวกับการเล่นกายกรรมนั้น อย่าเพิ่งคิดว่าท่าที่เราแนะนำจะเป็นท่าเด็กๆ ลองทำท่าเหล่านี้ต่อเนื่องดูสิว่า คุณจะมีกำลังวาดลวดลายในแต่ละครั้งได้มากท่าขึ้นหรือไม่

1. ท่านิวมิชชันนารี (The New Missionary)
ส่วนมากจะคล้ายท่ามิชชันนารี (หญิงอยู่ล่าง ชายอยู่บน) จุดเน้นอยู่ที่ขาทั้งสองของผู้หญิง เมื่อผู้ชายนอนคว่ำหน้าเหยียดยาวราบบนตัวผู้หญิง ให้ผู้หญิงยกขาทั้งสองไขว้รอบเอวผู้ชายไว้ เพื่อช่วยให้ผู้ชายสอดใส่ง่ายขึ้น


คำแนะนำ :
ยิ่งผู้หญิงยกขาสูงเท่าไรผู้ชายก็ยิ่งสอดใส่ได้ลึกมากขึ้นเท่านั้น ท่านี้มีข้อดีของท่ามิชชันนารีอยู่ด้วย คือคู่รักสามารถสื่อสารกันได้ด้วยสายตา สองมือเคลื่อนไหวได้อิสระ และยังกระตุ้นอารมณ์ได้ดีอีกด้วย


เพิ่มดีกรีความเร่าร้อน
แบบที่ 1: ผู้หญิงใช้เรียวขาทั้งสองไขว้โอบรอบสะโพก หลังหรือแม้กระทั่งไหล่ของผู้ชาย โดยให้เป็นรูปตัววี
แบบที่ 2: สำหรับผู้หญิงพลังสูง ก็น่าจะใช้สองเรียวขาไขว้โอบรัดลำตัวของฝ่ายชายไว้ จากนั้นพลิกตัวกลับให้อยู่ในท่าผู้หญิงอยู่บนผู้ชายอยู่ล่าง
แบบที่ 3 : ถ้าคุณใช้ท่านิวมิชชันนารีแล้วยังรู้สึกเบื่อแทบตาย ก็จงรีบเปลี่ยนไปใช้ท่าอื่นเสียเถอะ


2. ท่าหกคะเมน (69 Linkage)หรือที่เรียกว่า ท่า 69
เป็น ท่าที่เป็นไปตามตัวเลข คือการกลับหัวกลับหาง ไม่ว่าชายหญิงนอนลงแล้วใครจะอยู่บนหรือล่างก็ไม่เป็นปัญหา หากแต่เคล็ดลับของท่านี้อยู่ที่ปาก และนอกจากใช้ปากแล้วยังใช้มือเป็นตัวช่วยได้อีก

คำแนะนำ :
ท่า 69 เป็นท่าที่แสดงได้ถึงความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นของทั้งคู่ และยังมีคนมองว่า นี่น่าจะเป็นท่าที่ทั้งสองได้สัมผัสเรือนร่างกันและกัน แต่ควรทำความสะอาดอวัยวะเพศให้ดีก่อน และจะดีที่สุดเมื่อได้พูดคุยกันก่อนใช้ท่านี้

เพิ่มดีกรีความเร่าร้อ
เวลา ใช้ท่า 69 นี้ให้ทั้งคู่ลองใช้ท่าคะแคงนอน เพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองกำลังอยู่ในท่วงท่าที่ตนเป็นฝ่ายรุกทั้งสองคน และนอกจากใช้ปากแล้วก็น่าจะใช้มือเข้าช่วยด้วย

ไม่แนะนำ
ถ้าหากว่าคุณเป็นคนที่ไม่ชอบอะไรๆ ที่มีกลิ่นคาวหรือรสฝาดขม ก็ควรจะเลี่ยงท่านี้ และห้ามใช้ท่านี้ตอนเมาแอ๋เด็ดขาด
 
3. ท่ามิชชันนารี (The Missionary)
เชื่อกันว่าท่าร่วมรักที่ชายอยู่บนหญิงอยู่ล่างนั้น เป็นท่าร่วมรักที่แพร่หลายที่สุดในโลก เป็นท่าร่วมรักซึ่งเป็นธรรมชาติที่สุดและเหมาะสมที่สุด

คำแนะนำ :
ผู้หญิง หัวโบราณ ที่มองเรื่องเพศเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ย่อมเป็นสาวกของท่านี้ ถ้าคุณไม่ชอบใจท่าร่วมรักที่เหมือนสัตว์ และอยากส่งสายตาประสานกันขณะร่วมรักแล้ว ใช้สองมือลูบไล้เรือนร่างของอีกฝ่าย ท่ามิชชันนารีนี้ ก็น่าจะเป็นท่าแรกที่คุณเลือกใช้ในการร่วมรัก

เพิ่มดีกรีความเร่าร้อน
แบบที่ 1: ใช้มือของคุณให้เป็นประโยชน์

แบบที่ 2: ให้เรือนร่างของเขาแนบชิดสนิทกับตัวคุณ สองแขนโอบกอดคุณไว้แนบแน่น เพื่อรับรู้ถึงจังหวะ และแรงกระแทกของการสอดใส่เข้าออก

ไม่แนะนำ :
ถ้าคุณชอบเป็นฝ่ายรุกในกิจกรรมบนเตียงแล้วล่ะก็ ท่ามิชชันนารีอาจทำให้เบื่อตายเลยก็ได้

4. ท่าหูกระต่าย (The Rabbit Ears)

ฝ่าย หญิงยกเรียวขาทั้งสองขึ้นกอดไว้ พร้อมถ่างขาออก แล้วชันเข่าจนเกือบถึงใบหู เปิดเผยให้เห็น "กิฟต์เซต" ซึ่งฝ่ายชายจะมองเห็นได้อย่างชัดเจนขณะที่เขากำลังสอดใส่

คำแนะนำ :
ท่า ยากๆ ที่พลิกแพลงมาจากท่ามิชชันนารีนี้ เหมาะสำหรับผู้หญิงที่ตัวอ่อนมากๆ และเป็นท่าที่เหมาะสำหรับผู้ชายที่มี "เจ้าหนูสั้น"

เพิ่มดีกรีความเร่าร้อน
แบบ ที่ 1: เหมือนท่าร่วมกอดรัดเป็นตัว V โดยใช้หมอนรองไว้ตรงช่วงเอว จะช่วยให้ส่วนล่างของร่างกายทั้งคุณและเขา ได้สัมผัสกันได้ลึกขึ้น
แบบ ที่ 2: ให้ใช้มือยกก้นของเธอขึ้น หรือลูบไล้คลึงเคล้นบริเวณที่ไวต่อการสัมผัสบนตัวเธอ เพื่อกระตุ้นปลุกเร้าให้เธอมีอารมณ์มากขึ้น

ไม่แนะนำ :
ถ้าเขามี "เจ้าหนูยาว" และคุณเองทนรับแรงกดบริเวณเอวไม่ไหว ก็อย่าลองใช้ท่านี้จะดีกว่า

5. ท่าโก้งโค้ง (The Doggie)
ผู้หญิง คุกเข่าอยู่ในท่าคลานสี่ขา มือทั้งสองยันพื้นค้ำลำตัวไว้ หรือจะโก้งโค้งปล่อยช่วงบนลำตัวให้เป็นอิสระก็ได้ ผู้ชายคุกเข่ากางขาอยู่ระหว่างสองขาของผู้หญิง ใช้สองแขนโอบรัดเอวผู้หญิงไว้ แล้วสอดใส่จากข้างหลังเข้าไป

คำแนะนำ :
ท่า โก้งโค้งเป็นหนึ่งในสามท่าเด็ด และเป็นท่วงท่าร่วมรักเบื้องต้น ท่านี้ผู้ชายทำหน้าที่เป็นคนนำจังหวะ ส่วนใหญ่ผู้ชายที่มี "เจ้าหนูสั้น" มักจะชอบใช้ท่านี้ เพราะสามารถสอดใส่ได้ลึก ควบคุมจังหวะให้ช้าหรือเร็วก็ได้ สำหรับผู้หญิงก็รู้สึกได้ว่ามี "แท่งเนื้อ" สอดใส่อยู่ในร่างกายตัวเองแม้จะ "สั้น" ก็ตาม ถ้าหากผู้หญิงของคุณชอบเป็นผู้รับ ก็น่าจะชอบท่วงท่านี้

เพิ่มดีกรีความเร่าร้อน
แบบที่ 1: ผู้ชายใช้มือข้างหนึ่งจับมือทั้งสองของผู้หญิงไว้ ให้ความรู้สึกเหมือนถูกพันธนาการ ส่วนอีกมือของเขาก็ลูบไล้คลึงเคล้นก้นของผู้หญิง

แบบที่ 2: ผู้ชายใช้มือข้างหนึ่งยกเรียวขาของผู้หญิงขึ้น ส่วนมืออีกข้างก็ลูบไล้คลึงเคล้นเต้านมหรือ "น้องหนู" ที่ไม่มีอะไรปิดบัง ซึ่งจะทำให้คุณมีอารมณ์มากขึ้นขณะสอดใส่ ส่วนฝ่ายหญิงก็จะมีความสุขจากการถูกสัมผัสลูบไล้ด้วยมือของคุณ

ไม่แนะนำ :
ข้อ เสียของท่านี้ก็คือ ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ส่งสายตา และไม่มีการตอบโต้จากฝ่ายหญิง เนื่องจากฝ่ายชายสอดใส่จากด้านหลังจึงทำให้ "น้องหนู" ของเธอได้รับการกระตุ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยทั่วไป ท่านี้จะทำให้ผู้หญิงถึงจุดสุดยอดยาก ถ้าหากเธอไม่ชอบให้ผู้ชายกำหนด และมองว่าการใช้ท่วงท่าร่วมรัก ที่ไม่ได้หันหน้าเข้าหากันเป็นเรื่องหยามน้ำใจกัน ท่าโก้งโค้งนี้ จะไม่เพียงทำให้เธอไปไม่ถึงจุดสุดยอดเท่านั้น แต่ยังทำให้เธออารมณ์เสียและโมโหได้อีกด้วย

6. ท่าตะแคง (The Sideways)
ทั้ง สองนอนตะแคงหันหน้าเข้าหากัน ผู้ชายยกเรียวขาผู้หญิงขึ้นแล้วสอดใส่เข้าออก ร่างกายส่วนบนของทั้งคู่จึงเป็นอิสระ ดังนั้นจะจูบกันหรือสัมผัสลูบไล้คลึงเคล้นอีกฝ่ายก็ได้ตามชอบใจ

คำแนะนำ :
ใคร ที่ชอบท่ายากๆ หรือว่าฝ่ายชายมี "เจ้าหนูยาว" น่าจะลองใช้ท่านี้ดู เพราะหาก "เจ้าหนูสั้น" จะไม่สามารถสอดใส่ได้ลึกนักถ้าใช้ท่านี้ และยังยากที่จะกระแทกสอดใส่เข้าไปอย่างแรงๆ ได้ ท่านี้จึงเป็นท่า "ผ่อนหนักเป็นเบา" สำหรับผู้หญิงที่ไม่อาจทนรับการกระแทกกระทั้นแรงๆได้

เพิ่มดีกรีความเร่าร้อน
ถ้า คุณติว่าท่านี้ใข้ไม่ได้ผล ก็อาจจะลองเปลี่ยนจากท่านี้ ไปเป็นให้ชายอยู่บนหรือหญิงอยู่บนก็ได้ จงจำไว้ หลายๆท่วงท่านั้น ทั้งชายหญิงต้องมีใจที่อยากจะลองทำกันดูเพื่อให้ได้อารมณ์ แต่ที่สำคัญก็คือ อย่าฝืน

คำแนะนำ:
ถ้าเธอรู้สึกหงุดหงิดเหมือนเกาไม่ถูกที่คัน หรือฝ่ายชายมี "เจ้าหนูสั้น" ก็อย่าได้เลือกใช้ท่านี้เลย
 

guest

Post : 03/12/2010 22:57     Forum: บทความน่าสนใจ  >  ทำยังไงผู้หญิงก็ไม่เสร็จซะที

ปัญหาเพศในผู้ชายที่พบบ่อยเป็นเรื่องของการหลั่งเร็ว อวัยวะเพศไม่แข็งตัวพอ และความต้องการทางเพศลดลง แต่สำหรับผู้หญิงมีความผิดปกติเกี่ยวกับเพศสัมพันธุ์หลายอย่างเช่น ไม่มีความต้องการทางเพศหรือความต้องการทางเพศลดลง ไม่มีอารมณ์เวลาถูกกระตุ้นทางเพศ รู้สึกอึกอัดเวลามีเพศสัมพันธุ์ หรือไม่ถึงจุดสุดยอด เหล่านี้เป็นกลุ่มที่เรียกว่า Female Sexual Dysfunction แพทย์บางท่านเรียก sexual dissatisfaction เพราะเชื่อว่าเกิดจากการที่คู่ครองไม่สามารถสื่อสารถึงความต้องการของกันและกัน โดยภาพรวมแล้วคำว่า Dysfunction หรือ dissatisfaction หมายถึงภาวะที่ไม่มีความสนใจทางเพศ หรือไม่สามารถถูเร้าจนพร้อมที่จะมีเพศสัมพันธุ์ หรือไม่ถึงจุดสุดยอด สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิดอาจจะเกิดจาก คู่ครองขาดความรู้ คู่ครองไม่น่าสนใจ หรือไม่เข้าใจวิธีการกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ หรือไม่มีความรู้เรื่องจุดที่ควรจะกระตุ้น

อุบัติการณ์
จากการสำรวจที่ประเทศอเมริกาพบมากถึงร้อยละ 43 ที่มีปัญหานี้โดยไม่ขึ้นกับอายุ แต่ส่วนใหญ่เกิดในช่วงวัยทองในระยะที่ฮอร์โมนเริ่มจะลดลง

 


กลไกการถึงจุดสุดยอด
ก่อนที่จะไปถึงเรื่องอื่นเราจะต้องเข้าใจขั้นตอนการถึงจุดสุดยอดซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน

 

 

  • ช่วงแรกของการมีเพศสัมพันธุ์คือระยะตื่นเต้น excitement ระยะนี้ผู้หญิงจะเริ่มมีอารมณ์ทางเพศโดยมากมักจะเกิดสัมผัสตามจุดต่างๆตามร่างกาย อาการที่แสดงออกคือจะมีการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น หายใจเร็วขึ้น ช่องคลอดจะบวมขึ้น และมีน้ำมาหล่อลื่นเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีเลือดมาเลี้ยงเพิ่มขึ้น สำหรับผู้ชายอาจจะมีอารมณ์โโยการมอง การได้ยิน หรือได้กลิ่นหรือแม้กระทั่งจินตนาการ
  • หากร่างกายผู้หญิงได้รับการกระตุ้นอย่างต่อเนื่องเรียกระยะนี้ว่า plateau หัวใจจะเต้นเร็วขึ้น กล้ามเนื้อมีการเกร็ง เต้านมจะโตขึ้นและตึง หัวนมตั้ง มดลูกเคลื่อนลง ในระยะนี้เป็นเวลาเหมาะสมที่สอดใส่อวัยวะเพศชาย
  • จุดสุดยอด orgasm ระยะนี้ กล้ามเนื้อช่องคลอด ทวารหนัก กล้ามเนื้อหน้าท้องจะเกร็งอย่างแรง บางท่านอาจจะส่งเสียงโดยที่ไม่รู้ตัว
  • ระยะผ่อนคลาย resolution เลือดจะไหลออกจากช่องคลอด เต้านมจะกลับสู่ปกติ

การตอบสนองแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน บางคนจาก excitement ไปสู่ orgasm บางคนมี orgasm ได้หลายครั้ง

 

 

การวินิจฉัย

 

การวินิจฉัยจะต้องซักประวัติอย่างละเอียดเพื่อที่จะได้ทราบว่าความผิดปกติทางเพศเป็นชนิดไหน และสาเหตุเกิดจากอะไรเราแบ่งภาวะไม่สนใจทางเพศออกเป็น 4 ชนิดได้แก่

  • Hypoactive sexual desire disorder หมายถึงภาวะที่ไม่มีความต้องการทางเพศ ไม่สนใจในการมีเพศสัมพันธุ์
  • Sexual aversion disorder หมายถึงภาวะที่รังเกียจ หรือหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธุ์ มักจะเกิดหลังจากเหตุการณ์รุนแรงทางเพศ เช่นถูกทำร้ายร่างกายก่อนมีเพศสัมพันธุ์ หรือถูกกระทำชำเรา
  • female sexual arousal disorder หมายถึงมีความต้องการทางเพศเมื่อได้รับการกระตุ้นแล้วก็ไม่สามารถมีความตื่นเต้นทางเพศ
  • Female orgasmic disorder หมายถึงภาวะที่ผู้หญิงไม่สามารถถึงจุดสุดยอด
  • Dyspareunia หมายถึงการที่มีอาการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธุ์
  • Vaginismus หมายถึงภาวะที่กล้ามเนื้อช่องคลอดมีอาการหดเกร็งเวลามีเพศสัมพันธุ์ ทำให้ร่วมเพศเต็มไปด้วยความลำบาก

นอกจากนั้นยังมีโรคต่างๆที่อาจจะทำให้เกิดปัญหาในการมีเพศสัมพันธุ์ เช่นโรคเบาหวาน วัยทอง หรือโรคทางระบบประสาท

 

 

สาเหตุของ fsd

 

สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีปัจจัยหลายอย่างที่อาจจะทำให้เกิดภาวะ สาเหตุของ fsd

  • สุรา
  • ความเครียด
  • โรคซึมเศร้า
  • ความวิตกกังวล
  • โรคประจำตัว

 

 

ได้มีทฤษฎีอธิบายสาเหตของภาวะนี้ได้แก่

 

  • ทฤษฎีหลอดเลือดแดงตีบทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะอุ้งเชิงน้อยซึ่งอาจจะเกิดจาก อายุ ความเครียด โรคเบาหวาน หลอดเลือดแดงแข็ง ทให้ช่องคลอดแห้ง ปุ่มคลิตอรีสไม่ไวต่อการกระตุ้น จากทฤษฎีนี้ทำให้เกิดการผลิตยาทาเพื่อเพิ่มเลือดให้ไปเลี้ยงบริเวณนี้เพิ่มขึ้น
  • ทฤษฎีฮอร์โมน เมื่อร่างกายขาดฮอร์โมนจะทำให้ความรู้สึกทางเพศลดลง
  • ทฤษฎีที่สามไม่ใช่ทั้งขาดฮอร์โมนหรือเลือดไปเลี้ยงไม่พอ แต่เกิดจากการที่ผู้ชายไม่มีความรู้หรือประสบการณ์มากพอที่จะกระตุ้นให้ผู้หญิงมีความรู้สึกทางเพศ ซึ่งทำให้ผู้หญิงผิดหวัง ไม่มีความสนใจทางเพศ และอาจจะรุนแรงถึงขั้นกลัวการมีเพศสัมพันธ์

 

 

นอกจากนั้นก็มีโรคประจำตัวที่ทำให้เกิดภาวะนี้เช่น

 

  • การขี่จักรยานนาน ทำให้เบาะกดหลอดเลือด
  • การสูบบุหรี่
  • ยาบางชนิด
  • อุบัติเหตุที่ไขสันหลัง
  • การผ่าตัดในช่องเชิงกราน
  • การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
  • ช่องคลอดฝ่อ

 

 

การตรวจวินิจฉัย

 

  • ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า vaginal photoplethysmography สอดเข้าไปในช่องคลอดเพื่อวัดอุณหภูมิและปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงช่องคลอด
  • วัดความเป็นกรดของช่องคลอด หากวัดได้เกิน 5 แสดงว่าอาจจะขาดฮอร์โมน
  • biothesiometer เป็นการวัดการตอบสนองของแคมใหญ่ หรือตุ่มคลิตอรีสต่อสิ่งเร้า เช่นการดูภาพยนต์โป๊ หรือการช่วยตัวเอง

     

    การรักษา

    จากประวัติและตรวจร่างกาย หากไม่ทราบสาเหตุของความไม่สนใจทางเพศ การดูแลรักษาจะต้องให้การดูและแนะนำทั่วไป

    1. การศึกษาจะต้องให้คู่ครองมีการปรึกษาหารือเรื่องความต้องการทางเพศ ต้องเรียนรู้ส่วนต่างของร่างกายที่ไวต่อการกระตุ้น การตอบสนองของร่างกายเมื่อได้รับการกระตุ้น ขั้นตอนการมีเพศสัมพันธุ์ที่ต้องเริ่มด้วยการเร้าโลมจนกระทั่งมีความตื่นตัวทางเพศ แล้วจึงมีเพศสัมพันธุ์ นอกจากนั้นเมื่อแพทย์วินิจฉัยโรคใหม่ หรือได้รับยาใหม่ว่าจะมีผลข้างเคียงของยา
    2. สนับสนุนให้ใช้เครื่องมือหรือสื่อที่กรุ้นให้เกิดอารมณ์ทางเพศ เช่นหนังสือ VDO วาวหวิว เครื่อง vibrator หรือกระตุ้นให้ช่วยตัวเองเพื่อที่จะได้เกิดอารมณ์ทางเพศ เปลี่ยนบรรยากาศในการมีเพศสัมพันธ์ เปลี่ยนท่า เปลี่ยนสถานที่
    3. เมื่อเวลามีเพศสัมพันธ์ให้สร้างบรรยากาศที่โรแมนติก เช่นการขมิบก้นขณะมีเพศสัมพันธ์ การเปิดเพลงที่เพราะ
    4. สนับสนุนให้มีการสัมผัสหรือนวดโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีเพศสัมพันธุ์ หากบริเวณใดหากบริเวณใดที่สัมผัสแล้วให้ความรู้สึกเสียวหรือสบายก็ให้บอกคู่ให้ทราบ หากจะผลัดกันนวดหรือสัมผัสกัน อาจจะใช้ปากช่วนกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกซึ่งไม่จำเป็นต้องให้ถึงจุดสุดยอด
    5. การป้องกันอาการปวด อาจจะให้ผู้หญิงอยู่บนเพื่อควบคุมความลึกของการมีเพศสัมพันธ์ หรืออาจจะใช้ยาชาทา หรืออาจจะอาบน้ำอุ่นก่อนมีเพศสัมพันธุ์ หรืออาจจะใช้ครีมหล่อลื่น

      การแก้ไข FSD ในภาวะต่างๆ

ความผิดปกติเกี่ยวกับการต้องการ Disorders of Desire
ภาวะนี้ีรักษายาก สำหรับคนที่เบื่อมีเพศสัมพันธ์ที่จำเจ อาจจะปรับเปลี่ยนท่า สถานที่หรืออาจจะใช้เครื่องมือช่วย ผู้ที่มีบุตรหรือมีภาระงานมากอาจจะเหนื่อยเกินไป หรือเพลียจนไม่อยากที่จะมีเพศสัมพันธ์ การแก้ไขก็ต้องจัดเวลาให้เหมาะสม ผู้ชายอาจจะต้องหาทางช่วยงานบ้านหรืองานอย่างอื่น

สำหรับผู้หญิงวัยใกล้หมดประจำเดือน หรือหมดประจำเดือนระดับฮอร์โมนในเลือดอาจจะต่ำ การรักษาอาจจะจำเป็นต้องให้ฮอร์โมน estrogen ทดแทน มีบางท่านแนะนำให้ฮอร์โมน testosterone เพื่อทำให้ความต้องการทางเพศเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่มีรายงานยืนถึงผลดี และความเสียงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนจากยา testosterone เช่น มะเร็งเต้านม ผลข้างเคียงที่ตับ ไขมัน HDL ต่ำ สิว ขนดก แต่ให้ร่วมกับ estrogen ผลข้างเคียงนี้จะลดลง

ความผิดปกติเกี่ยวกับการกระตุ้น Arousal Disorders

สาเหตุที่สำคัญคือร่างกายถูกกระตุ้นไม่พอ ทั้งนี้เนื่องจากอายุมากขึ้นต้องใช้เวลากระตุ้นมากขึ้น อาจจะอาบน้ำอุ่นเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือด หรืออาจจะใช้ครีมหรือโลชั่นทาและนวดบริเวณคลิสตอริส หรือใช้เครื่องมือช่วยกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ

  1. ชองคลอดฝ่อเนื่องจากหมดประจำเดือน อาจจะใช้ฮอร์โมน estrogen ชนิดรับประทานหรือครีม สำหรับผู้ที่ยังมีมดลูกหากได้ estrogen ระยะยาวต้องให้ progesterone ร่วมเพื่อลดอุบัติการณ์ของมะเร็งมดลูก
  2. สำหรับผู้ที่ใกล้วัยทองหากรักษาด้วยฮอร์โมนไม่ได้ผลอาจจะให้ยา sildenafil (Viagra)

    ความผิดปกติเกี่ยวกับถึงจุดสุดยอด Orgasmic Disorder
    ภาวะนี้รักษาไม่ยากส่วนใหญ่มักจะเกิดจากการที่ไม่ได้รับการกระตุ้นอย่างเพียงพอ การแก้ไขปัญหานี้กระทำโดยให้มีการช่วยตัวเองอย่างเพียงพอ บางคนต้องใช้เวลานาน 1-2 ชั่วโมงโดยอาจจะใช้นิ้วมือหือ vibrator และมีการขมิบและคายตัวในระหว่างที่มีการกระตุ้น

    เกิดอาการเจ็บขณะร่วมเพศ Sex Pain Disorder
    อาการเจ็บปวดขณะร่วมเพศอาจจะแบ่งเป็นสามระดับ คือระดับผิวๆ ระดับช่องคลอด และระดับลึก การแก้ไขเบื้องต้นสามารถกระทำได้ดังข้อ 5 ส่วนผู้ที่มีช่องคลอดหดเกร็งจนกระทั่งอวัยวะเพศชายไม่สามารถล่วงลำ้เข้าไปได้ ก็สามารถแก้ไขโดยการใช้นิ้วมือ หรือผ้าอนามัยชนิดแท่งสอดเข้าไปค่อยๆขยายและคาไว้ 15 นาทีจนกระทั่งคิดว่าขยายเพียงพอ

    ยาที่มีผลต่อการมีเพศสัมพันธ์

ยาที่ทำให้ความต้องการทางเพศลดลง
ยาที่ลดการตื่นตัวทางเพศ
ยาจิตเวช Anticholinergics
ยารักษาโรคจิต Antihistamines
ยากลุ่ม phenobarb Antihypertensives
ยาคลายเครียด bezodiazepine ยาจิตเวช
ยาต้านซึมเศร้ากลุ่ม Selective serotonin reuptake inhibitors ยาต้านซึมเศร้ากลุ่ม Selective serotonin reuptake inhibitors
Lithium ยาคลายเครียด bezodiazepine
Tricyclic antidepressants Tricyclic antidepressants ยาคลายความซึมเศร้า
ยารักษาโรคความดันและโรคหัวใจ
ยาที่มีผลต่อการถึงจุดสุดยอด
ยาลดไขมัน Methyldopa (Aldomet) ยาลดความดันโลหิต
ยาลดความดันกลุ่ม betablock Amphetamines and related anorexic drugs ยาบ้าและยาลดน้ำหนัก
clonidine(ยาลดความดันโลหิต) Antipsychotics ยารักษาจิตเวช
digoxin(ยารักษาโรคหัวใจ) ยาต้านซึมเศร้ากลุ่ม Selective serotonin reuptake inhibitors
Spironolactone(ยาขับปัสสาวะ) ยาคลายเครียด bezodiazepine
ฮอร์โมน Narcotics
Danazol Tricyclic antidepressants
Oral contraceptives ยาคุมกำเนิด  
ยาอื่น  
Indomethacin ยาแก้อักเสบ  
Ketoconazole ยารักษาเชื้อรา  
Phenytoin sodium ยากันชัก  
Histamine H2-receptor blockers ยารักษากระเพาะ

 

guest

Post : 03/12/2010 22:49     Forum: บทความน่าสนใจ  >  สาเหตุที่คนเบื่อมีเพศสัมพันธ์

สาเหตุที่คนเบื่อมีเพศสัมพันธ์

ตามธรรมชาติของคนมักจะเหอของใหม่ คนที่ซื้อรถใหม่มักจะเช็ดถูทำความสะอาดด้วยตัวเอง บางคนทำทุกวันเมื่อถูกขูดขีดหรือเฉี่ยวกันทำให้รถเสียหายจะเกิดความโกรธมาก แต่หากเป็นรถเก่าก็จะไม่โกรธเท่ารถใหม่ ชีวิตเพศสัมพันธ์ก็เช่นกันเมื่อแต่งงานใหม่ๆจะมีเพศสัมพันธ์กันบ่อยมาก มีคำกล่าวว่าจำนวนการมีเพศสัมพันธ์ในปีแรกจะมากเท่าหรือมากกว่าจำนวนการมีเพศสัมพันธ์ตลอดชีวิตแต่งงาน ทำไมเป็นเช่นนั้น บางคนให้คำตอบว่าการมีเพศสัมพันธ์เหมือนกับการแก้โจทย์เลขคณิต เมื่อได้โจทย์ใหม่ก็จเกิดความท้าทาย เมื่ออยู่ไปนานๆอ่านโจทย์ก็เห็นคำตอบ จึงทำให้คนไม่อยากจะทำการบ้าน บางท่านร้ายกว่านั้นไม่อ่านโจทย์เลย

หลายประเทศจะมีความเชื่อเรื่องอาหารบำรุงเพศหรือที่เรียกยาโป๊แรกๆจะใช้สำหรับเจ้านายชั้นสูงทั้งนี้อาจจะมีหญิงรอบกายมาก เช่นทางจีนและญี่ปุ่นเชื่อเรื่องหอยนางรม ประเทศสเปนมีแมลงวัน อเมริกาใช้สุรา ส่วนผู้หญิงเชื่อเรื่องช็อกโกแลต ความต้องการทางเพศ desire หมายถึงความต้องการที่จะมีเพศสัมพันธ์ แต่ความตื่นตัวหรือไวต่อการกระตุ้นหมายถึงเมื่อมีความรู้สึกต้องการทางเพศ และเมื่อได้รับการกระตุ้นจะมีอาการตอบสนองต่อการกระตุ้น เช่นรู้สึกสบาย มีน้ำหล่อลื่นหรือมีการแข็งตัว โดยปกติเมื่อมีความต้องการสูงมักจะไวต่อการกระตุ้นเสมอ สำหรับผู้ที่มีความต้องการน้อยมักจะไม่ค่อยตอบสนองต่อการกระตุ้น สาเหตุที่ทำให้คนเบื่อที่จะมีเพศสัมพันธ์มีดังนี้

1. ชีวิตประจำวัน คนเมื่อโตขึ้นหน้าที่ความรับผิดชอบจะมากขึ้น ทั้หน้าที่การงานที่มีตำแหน่งใหญ่ ความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ปัญหาต่างๆทั้งที่ทำงานและที่บ้าน สิ่งต่างๆเหล่านี้จะทำให้รู้สึกเหนื่อย พอมีเวลาว่างก็มักจะใช้เวลาดูทีวี หรืออ่านหนังสือ หรือนอนพักผ่อน ทำให้ห่างเหินจากการมีเพศสัมพันธ์ การห่างเหินมากอาจจะทำให้เกิดปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล คุณน่าจะจัดเวลาสำหรับคู่ของคุณสัปดาห์ละ 2 วันเพื่อเรียกความสดชื่นกลับมา หากมีความเบื่อเกิดขึ้นให้หาสิ่งแปลกใหม่มาเช่น การเปลี่ยนสถานที่ เสียงเพลง น้ำหอม ภาพยนต์ erotic หนังสือปลุกอารมณ์ หรืออุปกรณ์สำหรับช่วยให้ชีวิตเพศสัมพันธ์มีความสุข

2. ความเครียด ความกลัว และความวิตกกังวล ความเครียดเกี่ยวกับงาน ครอบครัวหรือเกี่ยวกับเรื่องเงินทองเหล่านี้จะบั่นทอนความต้องการทางเพศของคุณให้ลดลง ความกลัวหรือวิตกกังวลเรื่องความล้มเหลวทางเพศ หรือกลัวการติดโรค กลัวท้องหากมีความกลัวหรือวิตกกังวลอยู่นอกจากจะทำให้ความต้องการทางเพศลดลงแล้ว ยังทำให้ความตื่นตัวทางเพศลดลงด้วย การแก้ไขคุณต้องแก้เรื่อง
ความวิตกกังวลก่อน หลีกเลี่ยงสุรา บุหรี่ นอนพักผ่อนให้พออย่างน้อย 8 ชั่วโมง รับประทานอาหารที่มีคุณภาพออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การทำสมาธิหรือโยคะ หากยังไม่ดีขึ้นให้ปรึกษาแพทย์

3. ความเบื่อ เป็นสิ่งที่บั่นทอนความต้องการทางเพศอย่างมาก ความเบื่อเป็นสิ่งธรรมชาติลองคิดดูหากคุณต้องรับประทานน้ำพริกทุกมื้อมาตลอด1ปี ไม่จำเป็นต้อง 20 ปีแม้ว่าคุณจะชอบน้ำพริกอย่างไรคุณก็ต้องเบื่อ คุณลองเปลี่ยนแปลงน้ำพริกถ้วยนั้นให้มีสีสรรค หรือรสชาติ หรือส่วนประกอบของน้ำพริก มันอาจจะทำให้คุณกินน้ำพริกถ้วยนั้นตลอดไป นอกจากความจำเจแล้วพฤติกรรมของแต่ละคน รูปร่างก็เป็นสาเหตุของการเบื่อ บางคนเบื่อเร็ว บางคนเบื่อชา การแก้ไขคุณต้องเปลี่ยนความจำเจนั้นพยายามดัดแปลงหรือเปลี่ยนแปลง พยายามคิดว่ามันเป็นเหมือนครั้งแรกที่มีเพศสัมพันธ์ หาสิ่งแปลกใหม่เข้ามาแต่ต้องไม่ขัดแย้งกับความรู้สึกของคู่ของคุณหรือขัดแย้งกับวัฒนธรรม

4. ความขัดแย้งส่วนบุคคล หากคุณกับคู่ทะเลาะหรือมีความขัดแย้งแม้กระทั่งหน้ายังไม่อยากจะมอง เรื่องความต้องการทางเพศคงไม่ต้องไปพูดถึง หากไม่พูดหรือปรับความเข้าใจกันก็จะทำให้ปัญหาเรื้อรังยากต่อการแก้ไข การป้องกัน การแก้ปัญหาต้องพูดคุยอย่างเปิดเผยแต่ควรจะพูดเชิงสร้างสรรคมากกว่าตำหนิ หากไม่สามารถแก้ไขข้อขัดแย้งต้องปรึกษาจิตแพทย์

5. รูปร่าง บางครั้งคู่ครองอาจจะไม่ชอบร่างกายบางส่วน เช่นขาลาย หน้าท้องลาย อ้วนหรือผอม สิ่งเหล่าอย่าทำให้คุณกังวลใจเพราะจะทำให้คุณไม่มั่นใจและเสียความรู้สึก ให้คุณมั่นใจในความน่ารักความเซ็กซี่ เช่นหากคุณเป็นคนเจ้าเนื้อก็ให้นึกถึงจุดเด่นคือความอวบและนุ่ม หากคุณมีน้ำหนักมากเกินไปก็ต้องควบคุมน้ำหนัก

6. การตั้งครรภ์หรือการมีบุตร การตั้งครรภ์ทำให้รูปร่างเป็นอุปสรรค์สำหรับการมีเพศสัมพันธ์ นอกจากนั้นในช่วงตั้งครรภ์ 3 เดือนแรกและ 3 เดือนใกล้คลอดก็ไม่ควรจะมีเพศสัมพันธ์ เมื่อคลอดบุตรมาผู้ที่เป็นแม่จะมีภาระจะต้องเลี้ยงดูบุตรทำให้เหนื่อยเกินไปที่จะมีเพศสัมพันธ์ คุณผู้ชายต้องมีความเข้าใจและช่วยเหลืองานของคุณแม่บ้าน ในระหว่างนี้ก็อาจจะมีการกอด การจูบหรือหอบแก้ม เมื่อความต้องการทางเพศกลับคืนมาจึงมีความสัมพันธ์เหมือนก่อน

7. อายุ อายุมากขึ้นทำให้ระดับฮอร์โมนเพศลดลงทำให้ความต้องการทางเพศลดลง นอกจากนั้นการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เช่นความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ โรคข้อ ความตึงของผิวหนังเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุให้ความต้องการทางเพศลดลง การแก้ไขสำหรับผู้ที่มีฮอร์โมนลดลงก็แก้ไขโดยการให้ฮอร์โมนทดแทน บางรายอาจจะต้องใช้ครีมทาช่วยในการหล่อลื่น

8. ถูกกระทำทารุณทางเพศ อาจจะต้องใช้เวลานานหน่อยกว่าทรงจำนั้นจะลืมเลือน

9. ยารักษาโรค ยาบางชนิดอาจจะทำให้ความต้องการทางเพศลดลง



guest

Post : 03/12/2010 22:27     Forum: บทความน่าสนใจ  >  ล่มปากอ่าว

ล่มปากอ่าว



มีคำพังเพยที่เปรียบเทียบอาการหลั่งเร็วของผู้ชายคือ ล่มปากอ่าว หรือไม่ทันนกกระจอกกินน้ำ หากจะพิจารณาจากเรื่องเรือ เรือนั้นแล่นไปแล้วกำลังอยู่ในอ่าวยังไม้ได้ออกสู่ทะเล เรือนั้นอาจจะเจอพายุอารมณ์หรือความตื่นเต้นทำให้กัปตันไม่สามารถพยุงเรือนั้นออกสู่ทะเล ทำให้เรือจมก่อนสู่เป้าหมาย หากจะแปลความหมายก็คงจะหมายถึงการที่คนไม่สามารถควบคุมการหลั่ง ยังไม่ทันได้ประกอบภารกิจก็หลั่งก่อน ท่านเคยสังเกตว่านกกระจอกกินน้ำใช้เวลานานแค่ไหน ความจริงตัวมันเล็กมันก็ต้องการน้ำไม่มาก ดังนั้นเมื่อเวลากินน้ำก็ใช้เวลาน้อย เมื่อเทียบกับคนเรา เราก็ใช้เวลาดื่มน้ำไม่มากเหมือนกัน หากจะเปรียบอาการหลั่งเร็วก็คงหมายถึงได้มีการปฏิบัติภารกิจเสร็จเร็วเกินไป

อาการหลั่งเร็วหรือที่เรียกว่า Premature ejeculation เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุดอาการหนึ่ง เป็นปัญหาที่หนักอกทั้งสองคน ไม่กล้าไปปรึกษากับคนอื่น เพราะรู้สึกอับอาย ครั้นจะหันหน้าปรึกษากันก็อาจจะทำให้เกิดทะเลาะกันอีก หกปล่อยให้ปัญหานี้เรื้อรังก็อาจจะทำให้เกิดการแตกแยกในครอบครัว Premature ejeculation หากจะแปลตรงๆก็คือการหลั่งก่อนเวลาอันควร ซึ่งบางคนก็หลั่งตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้นปฏิบัติ บางคนก็หลั่งหลังปฏิบัติไปได้เพียง 2-3 นาที ระยะเวลาการหลั่งหลังปฏิบัติในแต่ละคนไม่แน่นอน จึงไม่มีตัวเลขว่าเวลาเท่าใดจึงถือว่าปกติหรือเร็วไป แต่หากถือความพอใจของอีกคนน่าจะหมายถึงไม่สามารถปฏิบัติกามกิจจนกระทั่งอีกคนถึงจุสุดยอด

สาเหตุของการล่มปากอ่าว

การล่มปากอ่าวเป็นสิ่งปกติซึ่งทุกๆคนต้องเคยประสบมาอย่างน้อยก็ครั้งหนึ่งในชีวิต หากท่านจำได้ครั้งแรกในชีวิตของท่านอาจจะเร็วนกกระจอกกินน้ำด้วยซ้ำ หากท่านลักลอบได้เสียกัน และมีเรื่องเวลาเป็นตัวเร่ง บางครั้งอาจจะเร็วมากจนกระทั่งอีกฝ่ายยังนึกว่าไม่ได้เสียตัวด้วยซ้ำ ทั้งนี้เนื่องจากความตื่นเต้น ความกลัวเป็นสาเหตุ แต่เมื่อท่านอายุมากขึ้นได้มีกระบวนการเรียนรู้เกี่ยวกับการคุมตัวเอง ท่านก็สามารถชะลอการหลั่งได้สำหรับสาเหตุที่พบได้บ่อยได้แก่ ความเครียด สุขภาพ ความกังวลว่าจะล้มเหลว หรือบางท่านอาจจะฝังใจจากการหลั่งเร็วในอดีต

การรักษาอาการล่มปากอ่าว


การมีเพศสัมพันธ์ไม่ใช่การวิ่ง 100 เมตรเมื่อออกวิ่งก็จะวิ่งเข้าเส้นชัยท่าเดียวไม่คำนึงถึงคนอื่น หากจะเปรียบเทียบกับกีฬาก็น่าจะเข้าได้กับทศกรีฑามากกว่า เพราะมีทั้งวิ่งมาราธอนซึ่งแสดงถึงน้ำอดน้ำทน วิ่งข้ามรั้ว กระโดดไกล กระโดดสูง วิ่ง 100 เมตร เพราะฉะนั้นการมีเพศสัมพันธ์ต้องมีจังหวะ ท่าทาง น้ำอดน้ำทน ความร้อนแรง และความเร็วคนปกติจะหลั่งหลังจากสอดใส่และปฏิบัติแล้ว 2-3 นาที ส่วนผู้หญิงจะถึงจุสุดยอดหลังจากสอดใส่แล้ว 12-14 นาที การรักษาภาวะนี้อาจจะต้องพิจารณาสองประเด็น คือประเด็นของคู่นอนหากเป็นคนที่ถึงจุดสุดยอดช้าหรือยาก แม้ว่าเราจะเป็นนักวิ่งมาราธอนก็ไม่อาจจะทำให้คู่รักถึงจุดสุดยอด ก็อาจจะต้องใช้วิธีอื่นร่วมด้วย เช่นการเล้าโลมให้มากขึ้น การใช้มือ กดออด[clitoris]หน้าประตูบ้านอาจจะวนซ้ายหรือวนขวาก็ได้จนกระทั่งมีความตื่นตัวทางเพศ หลังจากนั้นจึงจะไปค้นหาจุด G-spot เพื่อเร่งให้คู่ขามีความตื่นเต้นทางเพศเต็มที่ การใช้ปาก จนกระทั่งคู่รักมีความพร้อมจึงจะปฏิบัติการณ์ สำหรับท่านที่มีปัญหาหลั่งเร็วประเภทวิ่ง 100 เมตรออกวิ่งโดยที่ไม่ฟังสัญญาณ ลองอ่านวิธีแก้และปฏิบัติดังนี้

Masters and Johnson method

วิธีการป้องการอาการหลั่งเร็วคือการเรียนรู้ว่าเมื่อไรเราจึงจะถึงจุดสุดยอดและให้หยุดปฏิบัติการณ์ รอจนความตื่นเต้นลดลงค่อยปฏิบัติใหม่ การฝึกต้องอดทนและใช้เวลา คู่ขาต้องเข้าใจและร่วมมือในการฝึก

ในการฝึกแรกๆอาจจะทำโดยการช่วยตัวเองก่อน ทำจนกระทั่งใกล้จุดสุดยอด แล้วให้หยุดการกระทำจนกระทั่งร่างกายมีความผ่อนคลาย จึงเริ่มช่วยตัวเองใหม่ ให้ทำเช่นนี้สลับกันหลายครั้ง บางครั้งอาจจะเปลี่ยนสถานที่หรือบรรยากาศเพื่อที่เราจะได้ฝึกควบคุม เมื่อคุณมั่นใจตัวเองจึงชักชวนคู่รักร่วมมือในการฝึก เริ่มต้นยังไม่แนะนำให้มีการร่วมเพศ แต่อาจจะให้คู่รักช่วยสำเร็จความใคร่โดยการใช้มือหรือปาก เมื่อคุณใกล้ถึงจุสุดยอดก็บอกให้คู่รักหยุดการปฏิบัติการณ์อาจจะโดยการบีบมือหรือบอกก็ได้ เมื่อคุณคลายความตื่นเต้นก็เริ่มทำใหม่ ทำซ้ำหลายครั้ง หลายๆวันจนกระทั่งคุณเริ่มมีความมั่นใจจึงจะมีการร่วมเพศจริง การเริ่มต้นต้องเริ่มท่าที่ถูกกระตุ้นน้อยที่สุดโดยการที่ผู้ชายนอน คู่รักเป็นกระทำ เมื่อได้เวลาเหมาะสมจึงพลิกเป็นคนกระทำเองจนกระทั่งถึงจุดสุดยอด หากคุณตั้งใจในการฝึกและมีความพยายาม ความสำเร็จคงจะมาถึง

Squeeze Method

วิธีการคล้ายกับวิธี Master and Johnson method เพียงแต่เมื่อหยุดปฏิบัติกามกิจให้บีบที่ปลายอวัยวะเพศเพื่อไล่เลือดไม่ให้มาคั่งเพื่อช่วยลดอาการตื่นเต้น พอหายตื่นเต้นก็เริ่มปฏิบัติกามกิจใหม่ ทำซ้ำหลายๆครั้ง

วิธีการอื่นๆ

- มีการใช้ยาคลายวิตกกังวลบางชนิดว่าสามารถชะลอการหลั่งได้ 5-10 นาที แต่ยังไม่รับการ
  รับรองจากองค์การอาหารและยาของอเมริกา

- การใช้ครีมทาเพื่อชะลอการหลั่ง
- การใช้ถุงยางอนามัยที่ผสมยาชาเพื่อชะลอการหลั่งซึ่งพบว่าได้ผลพอสมควร หากไม่ได้ผลอาจ
  จะใช้ 2 ถุง

- ท่าร่วมเพศก็มีความสำคัญ คุณควรจะนอนให้ผู้หญิงเป็นฝ่านกระทำ

วิธีการต่อไปนี้พิสูจญ์แล้วว่าไม่ได้ผล

- การดื่มสุรา
- สนใจสิ่งอื่นขณะร่วมเพศ
- การฉีดฮอร์โมนเพศ
- การกินยากล่อมประสาท



images.jpg

Post : 03/12/2010 13:47     Forum: บทความน่าสนใจ  >  สมุนไพรและสารอาหารเพิ่มสมรรถภาพ

 L-arginine

L-arginine เป็นกรด amino acid ที่ ร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้เอง และก็พบได้ในอาหารหลายชนิด การได้รับสารชนิดนี้จะช่วยในการแข็งตัวของอวัยวะเพศ เนื่องจากสารนี้เป็นสารตั้งต้นของการผลิต Nitric oxide  Nitric oxide จะ เพิ่มเลือดให้ไปอวัยวะเพศเพิ่มขึ้นโดยการขยายหลอดเลือดที่อวัยวะเพศทำให้มี การแข็งตัวดีขึ้น และอวัยวะเพศมีขนาดใหญ่ขึ้น ขนาดที่แนะนำ 3-6 มก./วัน รับประทาน 2-6 สัปดาห์จึงจะเห็นผล ควรจะรับประทานก่อนการร่วมเพศ ประมาณ 30 นาที 

ใบแปะก๊วย (Ginkgo Biola)

เราทราบกันดีว่าใบแป๊ะก๊วยจะขยายเส้นเลือดสมองทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น ป้องกันสมองเสื่อม เรานำคุณสมบัติของการขยายเส้นเลือดมาใช้พบว่านอกจากจะขยายเส้นเลือดสมองแล้ว ใบแป๊ะก๊วยจะขยายเส้นเลือดที่ไปเลี้ยง มือ เท้า และอวัยวะเพศ และยังทำให้เส้นเลือดขยายตัวรับเลือดได้มากขึ้น มีการทดลองใช้กับผู้ชายพบว่าหลัง 6 สัปดาห์การแข็งตัวของอวัยวะเพศดีขึ้น ขนาดที่แนะนำ 80 มก./วันละ 3 ครั้ง 

โสม (Ginseng)

โสมเป็นเครื่องดื่มที่นิยมทั้งในประเทศจีน เกาหลี เป็นอาหารบำรุงฮ่องเต้มาตั้งแต่อดีต โสมจะช่วยเพิ่มกรด Nitric oxide ใน อวัยวะเพศทำให้เลือดไปเลี้ยงเพิ่มขึ้น ทำให้มีการแข็งตัวดีขึ้น โสมยังกระตุ้นให้ต่อมหมวกไตสร้างฮอร์โมนเพศชายเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ส่วนประกอบบางชนิดในโสมจะมีลักษณะเหมือนฮอร์โมนเพศเพศชาย จึงไม่แปลกใจที่โสมเป็นอาหารที่บำรุงทางเพศ ขนาดที่แนะนำ 100-300 มก.วันละ 2 ครั้ง ไม่แนะนำในคนที่เป็น ความดันโลหิตสูง

มีการศึกษาพบว่าการใช้โสมสามารถช่วยผู้ป่วยกามตายด้านได้ถึงร้อยละ 67% หลังจากรับประทานโสม 1 สัปดาห์ดังนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าโสมช่วยเพิ่มพลังร่างกาย กระตุ้นความต้องการทางเพศ เพิ่มการไหลเวียนไปยังอวัยวะเพศ เพิ่มฮอร์โมนเพศชาย

Vitamin C

วิตามินซีจะช่วยให้เลือดไหลเวียนไปอวัยวะเพศเพิ่มขึ้น โดยการที่ทำให้หลอดเลือดขยายตัวได้ดี และยังทำให้ตัวเชื้อSperm แข็งแรงและวิตามินซียังป้องกันไม่ให้เชื้อ sperm จับกันเป็นกลุ่ม ขนาดที่แนะนำ 500-1000 มก/วัน

Chromium

การขาดวิตามินนี้จะทำให้ความต้องการทางเพศลดลง และปริมาณเชื้อ Sperm ก็ลดลง นอกจากนั้นก็ยังมีรายงานว่าป้องกันโรคเบาหวานได้ด้วย การให้ Chromium จะ ป้องกันโรคเบาหวาน ลดระดับน้ำตาล ทำให้ป้องการอาการเสื่อมทางเพศเนื่องจากโรคเบาหวาน ขนาดที่แนะนำ 50-200ไมโครกรัม/วัน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานยา

ธาตุสังกะสี Zinc

สังกะสีมีบทบาทสำคัญในเรื่องสุขภาพเพศชาย ช่วยในการสร้าง Sperm การสร้างฮอร์โมนเพศชาย และการทำงานของต่อมลูกหมาก การขาดธาตุสังกะสีจะทำให้เป็นหมันเนื่องจากเชื้อน้อย เกิดโรคกามตายด้าน Impotence และ
น้ำจากต่อมลูกมากลดลง ขนาดที่แนะนำ 
30 มก./วัน

1

หมดสมัยแล้วที่ชายไทยสูงวัยต้องใช้ยาปลุก ยาทน หันมาใช้และสนับสนุนมุนไพรไทยซึ่ง ประหยัด ปลอดภัย และได้ อย. กันดีกว่า ได้ทั้งบำรุงร่างกายสุขภาพ บำบัด ฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศ